ในการวางแผนการใช้สื่อการสอนนั้น ผู้สอนควรมีการวางแผนการใช้สื่ออย่างรัดกุมและเป็นระบบ
ทั้งนี้เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้ผู้สอนเกิดความมั่นใจในการใช้สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุดตามความสามารถของแต่ละบุคคล
และตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่วางไว้ การวางแผนการใช้สื่อการสอนโดยใช้แนวคิดของ
“ASSURE Model” เป็นแบบจำลองที่ได้รับความนิยมในการนำไปใช้ เพื่อวางแผนการใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ (Heinich and others 1999) ซึ่งมีขั้นตอนทั้งหมด 6 ขั้นตอน ดังนี้
A nalyze Leaner Characteristics
|
การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน
|
S tate Objectives
|
การกำหนดวัตถุประสงค์
|
S elect, Modify, of Design Materials
|
การเลือก ดัดแปลง
หรือออกแบบสื่อใหม่
|
U tilize Materials
|
การใช้สื่อ
|
R equire Learner Response
|
การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน
|
E valuation
|
การประเมิน
|
การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน (Analyze Leaner
Characteristics)
การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน
จะทำให้ผู้สอนได้ทราบลักษณะทั่วไปและลักษณะเฉพาะของผู้เรียน เพื่อที่ผู้สอนจะได้เลือกใช้สื่อการเรียนการสอนได้เหมาะสมกับผู้เรียนและบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน
การวิเคราะห์ผู้เรียนแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. ลักษณะทั่วไป
ได้แก่ อายุ ระดับความรู้ เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งลักษณะทั่วไปจะช่วยให้ผู้สอนสามารถเลือกระดับของบทเรียนและตัวอย่างของเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้
เป็นลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะสอน
แต่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนโดยตรง
2. ลักษณะเฉพาะ
ของผู้เรียนแต่ละคน มีส่วนสำคัญโดยตรงกับเนื้อหาบทเรียนตลอดจนสื่อการสอนและวิธีการที่จะนำมาใช้ในการสอน
โดยสิ่งที่ต้องนำมาวิเคราะห์ได้แก่ พื้นฐาน ความรู้ของผู้เรียน, ดูว่าผู้เรียนมีความชำนาญในทักษะที่สอนนั้นมาก่อนหรือไม่ เพื่อจะได้สอนให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่วางไว้,
ทักษะทางด้านภาษา การอ่านเขียน การคำนวณ เป็นต้น
และทัศนคติต่อวิชาที่จะเรียน
การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการเลือกสื่อที่เหมาะสมได้
เช่น ผู้เรียนมีทักษะในการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ก็สามารถช่วยได้ด้วยการใช้สื่อประเภทที่ไม่ใช่สื่อสิ่งพิมพ์
การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียนอาจทำได้ด้วยการสนทนากับผู้เรียนหรือผู้ร่วมชั้นอื่นๆ
หรืออาจมีการทดสอบก่อนเรียนเพื่อดูพื้นฐานของผู้เรียนก็ได้
การกำหนดวัตถุประสงค์ (State Objectives)
ในการกำหนดวัตถุประสงค์ควรเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
เพื่อให้สามารถเลือกใช้วิธี
การสอนและสื่อการเรียนการสอนได้เหมาะสม การกำหนดวัตถุประสงค์เป็น "วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม" แบ่งออกเป็น
การสอนและสื่อการเรียนการสอนได้เหมาะสม การกำหนดวัตถุประสงค์เป็น "วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม" แบ่งออกเป็น
1.
พุทธิพิสัย
เป็นวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อวัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกี่ยวกับความรู้
ความเข้าใจ สติปัญญา และการพัฒนา
2. จิตพิสัย
เป็นวัตถุประสงค์ทางด้านความคิด ทัศนคติ ความรู้สึก ค่านิยมและการเสริมสร้างทางปัญญา
3.
ทักษะพิสัย เป็นวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการกระทำ การแสดงออกหรือการปฏิบัติ
การกำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอนนั้นเพื่อผู้เรียนจะได้ทราบว่าจะสามารถเรียนรู้หรือกระทำใดได้บ้าง, เลือกสื่อและวิธีการได้ถูกต้อง,
ช่วยในการประเมินผู้เรียนว่าผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่
การเลือก ดัดแปลง หรือออกแบบสื่อ (Select, Modify, of Design
Materials)
การที่จะมีสื่อที่เหมาะสมในการเรียนการสอน
สามารถทำได้ 3 วิธี คือ
1. เลือกจากสื่อที่มีอยู่แล้ว
เป็นการพิจารณาเลือกสื่อการเรียนการสอนที่มีอยู่แล้วจากแหล่งต่างๆ
เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอน
การเลือกสื่อที่มีอยู่แล้วควรมีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้
1) ลักษณะผู้เรียน 2) วัตถุประสงค์การเรียนการสอน
3) เทคนิคหรือวิธีการเรียนการสอน 4) สภาพการณ์และข้อจำกัดในการใช้สื่อแต่ละชนิด
2. ดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้วให้ใช้ได้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ในกรณีที่สื่อการเรียนที่มีอยู่แล้วไม่เหมาะสมกับการใช้ในการเรียนการสอน
ให้พิจารณาว่าสามารถนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การเรียนการสอนได้หรือไม่
ถ้าปรับปรุงได้ก็ให้ปรับปรุงก่อนนำไปใช้
3. การออกแบบสื่อใหม่ กรณีที่สื่อการเรียนการสอนที่มีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้ได้หรือไม่เหมาะสมที่จะนำมาปรับปรุงใช้
หรือไม่มีสื่อการเรียนการสอนที่ต้องการใช้ในแหล่งบริการสื่อการเรียนการสอนใดเลย
ก็จำเป็นต้องออกแบบและสร้างสื่อการเรียนการสอนขึ้นมาใหม่
หลังจากที่เราออกแบบสื่อแล้วนำมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน
ควรมีการวัดผลของสื่อ เป็นการวัดประสิทธิภาพของสื่อ
ความคุ้มค่าของสื่อต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ วัดเพื่อปรับปรุงสื่อ วัดผลถึงระยะเวลาที่ในการนำเสนอสื่อว่าพอเหมาะหรือมากเกินความจำเป็น
การวัดผลสื่อนี้เพื่อผลในการใช้ดัดแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้นสำหรับการนำไปใช้ในอนาคต
เราสามารถที่จะนำเอาผลการอภิปรายในชั้นเรียน การสัมภาษณ์
และการสังเกตผู้เรียนมาใช้เป็นแนวทางในการวัดผลสื่อได้
การใช้สื่อ (Utilize Materials)
เป็นขั้นตอนของการกระทำจริง
ซึ่งผู้สอนต้องดำเนินการดังนี้
1. ดูหรืออ่านเนื้อหาในสื่อเหล่านั้นก่อนเป็นการเตรียมตัว
ต้องมีการตรวจสอบเนื้อหาว่าตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่และทดลองใช้ดูว่ามีปัญหาหรือไม่
ถ้ามีจะได้แก้ไขปรับปรุงได้ทัน
2. เตรียมสภาพแวดล้อม /
จัดเตรียมสถานที่
เพื่อความสะดวกเรียบร้อยก่อนการสอน
และทดลองอุปกรณ์ที่จะใช้ก่อนว่าใช้ได้ดีหรือไม่
การที่จะใช้สื่อการเรียนการสอนจำเป็นที่ต้องมีการเตรียมสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก
แสง การระบายอากาศและอื่นๆ ให้เหมาะสมกับการใช้สื่อการสอน
แต่ละชนิด
แต่ละชนิด
3. เตรียมตัวผู้เรียน
โดยการใช้สื่อนำเข้าสู่บทเรียน เป็นการแนะนำก่อนล่วงหน้าและเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้เรียน
ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้จากการใช้สื่อการเรียนการสอนได้ดีนั้น จะต้องมีการเตรียม
ผู้เรียนให้พร้อมที่จะเรียนเรื่องนั้นๆ โดยการแนะนำสิ่งที่จะนำเสนอ
อาจจะเป็นเรื่องย่อ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น การเร้าความสนใจ
หรือเน้นจุดที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนมีเป้าหมายในการฟังหรือดูสิ่งที่ผู้สอนนำเสนออันจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีได้
4. การนำเสนอ /
ควบคุมชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนใจในสื่อที่นำเสนอนั้น ผู้สอนควรปฏิบัติดังนี้
4.1 ต้องทำตัวเป็นตัวกลางที่จะทำให้การนำเสนอครั้งนั้นประสบความสำเร็จ
โดยการทำตัวให้เป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงท่าทางที่ไม่เหมาะสมที่ติดเป็นนิสัย เช่น
หักนิ้ว บิดข้อมือ กดปากกา พูดเสียง เอ้อ………อ้า…… เพราะจะทำให้ผู้เรียนสนใจ ท่าทางเหล่านี้แทน
4.2 ท่าทางการยืน ต้องยืนหันหน้าให้ผู้เรียน
ถ้ายืนเฉียงก็ต้องหันหน้าหาผู้เรียนไม่ควรหันข้างหรือหันหลังให้ผู้เรียน
4.3
ขณะที่บรรยายนำเสนอสื่อการเรียนการสอนต้องสอดแทรกอารมณ์ขันบ้าง
4.4 ประเมินความสนใจของผู้เรียน
โดยใช้การกวาดสายตามองผู้เรียนให้ทั่วทั้งชั้น เป็นการแสดงความสนใจผู้เรียนและวิเคราะห์สีหน้า
ท่าทางของผู้เรียนไปพร้อมกัน
4.5
อย่าใช้เวลาเตรียมสื่อนานเกินไปจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย
4.6 นำเสนอให้ถูกวิธีตามที่ได้มีการทดลองใช้มาก่อนแล้ว
การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน (Require Learner Response)
การตอบสนองของผู้เรียนจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะของสื่อที่นำมาใช้
ว่าเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากอย่างไร นอกจากนี้ผู้เรียนสามารถมีการตอบสนองโดยเปิดเผย
(overt response
) โดยการพูดหรือเขียน และการตอบสนองภายในตัวผู้เรียน (covert
response) โดยการท่องจำหรือคิดในใจ
และเมื่อผู้เรียนมีการตอบสนองผู้สอนควรให้การเสริมแรงทันที
เพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าตนมีความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องหรือไม่
การเรียนการสอนโดยการให้ทำแบบฝึกหัด การตอบคำถาม การอภิปราย
หรือการใช้บทเรียนแบบโปรแกรม
เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการตอบสนองและได้รับการเสริมแรงระหว่างการเรียนได้เป็นอย่างดี
การประเมิน (Evaluation)
การประเมินสามารถกระทำได้ใน
3 ลักษณะ คือ
1.
การประเมินกระบวนการสอน
เพื่อประเมินว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้หรือไม่ ทั้งด้านผู้สอน
สื่อการสอน และวิธีการสอน ซึ่งการประเมินจะทำได้ทั้งในระยะก่อน ระหว่าง
และหลังการสอน
2.
การประเมินความสำเร็จของผู้เรียน
ขึ้นกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ว่ามีเกณฑ์เท่าใด การวัดผลอาจทำได้ด้วยการทดสอบ
การสอบปากเปล่า หรือดูจากผลงานของผู้เรียน
สิ่งสำคัญที่จะทราบได้ว่าผู้เรียนมีสัมฤทธิผลทางการเรียนมากน้อยเท่าใด คือ
สังเกตจากการปฏิบัติและการแสดงออกของผู้เรียน
3. การประเมินสื่อและวิธีการสอน โดยการให้ผู้เรียนมีการอภิปรายและวิจารณ์การใช้สื่อและเทคนิควิธีการสอนว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด
3. การประเมินสื่อและวิธีการสอน โดยการให้ผู้เรียนมีการอภิปรายและวิจารณ์การใช้สื่อและเทคนิควิธีการสอนว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างการวิเคราะห์และการออกแบบการใช้สื่อตามหลักของ
ASSURE
MODEL
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
เรื่อง เรียนรู้เรื่องของดิน
สาระสำคัญ เป็นการเรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของดิน
(สี เนื้อดิน การอุ้มน้ำ การจับตัว) ประเภทของดิน (ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย)
และประโยชน์ของดิน
การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน (Analyze Leaner
Characteristics)
โรงเรียนบ้านผ่านศึก
(ชื่อสมมติ) เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง
จังหวัดนครราชสีมา สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6
โดยในบริเวณหมู่บ้านจะมีดินที่ใช้สำหรับเพาะปลูกทางการเกษตรจำนวนมาก แต่นักเรียนและผู้ปกครองยังไม่มีความรู้มากพอในเรื่องการนำดินแต่ละชนิดไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ดังนั้นจำเป็นที่ต้องมีการปูพื้นฐานเรื่องของประเภทดิน
และการนำดินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานของผู้ปกครองและตนเองต่อไป
ลักษณะทั่วไป : ผู้เรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
2 เป็นวัยที่สนใจในการทำกิจกรรมและเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติมากกว่าการเรียนในห้องเรียน
ดังนั้นถ้าได้รับความรู้เกี่ยวกับดินโดยการทำกิจกรรมน่าจะเห็นผลมากกว่า
ลักษณะเฉพาะ :
- ความรู้พื้นฐานเรื่องของสมบัติทางกายภาพ ประเภท และประโยชน์ของดิน
- ผู้เรียนสามารถจำแนกประเภทของดินโดยใช้สมบัติทางกายภาพได้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้
- ความรู้พื้นฐานเรื่องของสมบัติทางกายภาพ ประเภท และประโยชน์ของดิน
- ผู้เรียนสามารถจำแนกประเภทของดินโดยใช้สมบัติทางกายภาพได้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้
การกำหนดวัตถุประสงค์ (State Objectives)
ด้านพุทธพิสัย
-
ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจเรื่องสมบัติทางกายภาพของดิน
- ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจเรื่องประเภทของดิน
- ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของดิน
ด้านทักษะพิสัย
- ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ที่มีไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
- ผู้เรียนสามารถบอกประโยชน์ของดินในการนำไปใช้ได้
ด้านจิตพิสัย
- ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาเรียน
- ผู้เรียนมีทักษะการสำรวจตรวจสอบ
- ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการคิด
กระบวนการเรียนรู้โดยการค้นพบต่อสิ่งที่เรียนรู้ได้
การเลือก ดัดแปลงหรือออกแบบสื่อใหม่ (Select, Modify, of Design
Materials)
- การเลือกสื่อที่มีอยู่แล้ว
- หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
- เครื่องฉายโปรเจคเตอร์
- การใช้สื่อของจริง
เช่น หาดินจริงๆ มาให้เด็กดู เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างดินแต่ละชนิด เป็นการเปรียบเทียบตามสมบัติทางกายภาพ
สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ
- การอภิปรายกลุ่ม
- การฝึกปฏิบัติ
- สภาพแวดล้อมของสถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียน
- การปรับปรุง
หรือดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้ว
นำเนื้อหาการสอนมาโยงความสัมพันธ์กับเทคโนโลยี
เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ โดยใช้โน๊ตบุ๊ค เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ในห้องเรียนเพื่อฉายเนื้อหาบทเรียนให้ผู้เรียนได้ดูและอธิบาย
จะทำให้ผู้เรียนสนใจมากกว่าการอธิบายตามหนังสือ
- การออกแบบสื่อใหม่
สรุปเนื้อหา “เรียนรู้เรื่องของดิน”
นำเสนอแบบสื่อสไลด์ Power point ที่มีทั้งภาพ
สี เสียง เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน
แล้วใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ในห้องเรียนเพื่อฉายให้ผู้เรียนได้ดู
เข้าใจอย่างทั่วถึงและชัดเจน อีกทั้งพิมพ์ออกมาแจกให้ผู้เรียนด้วย
การใช้สื่อ (Utilize Materials)
- ดูหรืออ่านเนื้อหาของสื่อ
- ก่อนที่จะสอนนำเข้าบทเรียน แนะนำบทเรียนที่จะสอนเบื้องต้น
เพื่อเชื่อมโยงไปยังบทเรียนที่จะสอนในคาบนี้แก่ผู้เรียนเพื่อเตรียมความพร้อม
- การนำเสนอ / ควบคุมชั้นเรียน
การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน (Require Learner Response)
ในการสอนแต่ละครั้งผู้สอนจะมีกิจกรรมเสริม
(การถามคำถาม การทดสอบหลังเรียน)เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองอยู่เสมอ
เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด
ผู้สอนก็จะต้องสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนแต่ละคนว่าคนใดที่มีความเข้าใจในบทเรียนและคนใดที่ยังไม่เข้าใจอยู่ก็พยายามเสริมอีกทางหนึ่งด้วย
การประเมิน ( Evaluation )
การประเมินผลกระบวนการเรียนการสอน
ผู้สอนจะประเมินจากแบบทดสอบและการสังเกตความสนใจของผู้เรียนว่ามีความสนใจ
ตั้งใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ และเห็นคุณค่าของการเรียนรู้เรื่องดินเพียงใด
การประเมินสื่อและวิธีการสอน
เพื่อให้ทราบว่าสื่อและวิธีการสอนที่ใช้มีประมิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ โดยจะประเมินด้านคุณภาพของสื่อ
เช่น ขนาด รูปร่าง สี ความชัดเจนของสื่อที่ใช้สอน โดยการสอบถามผู้เรียน
การประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
- จากการปฏิบัติกิจกรรมการทดลองในชั้นเรียน
- จากการทำแบบฝึกหัด
จากรูปแบบจำลอง The ASSURE model จะเน้นถึงการวางแผนการใช้สื่ออย่างเป็นระบบในสภาพของห้องเรียนจริง
เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำรูปแบบจำลองนี้ มาใช้วางแผนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากผู้สอนสามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการได้ถูกต้องทุกขั้นตอนจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
นางสาวรวิพร รัชนิพนธ์ Section 1 570210045
กระบวนวิชา 100308 นวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารการศึกษา
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

