วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

การใช้สื่อการสอนอย่างเป็นระบบ โดยใช้แบบจำลอง ASSURE Model


         ในการวางแผนการใช้สื่อการสอนนั้น ผู้สอนควรมีการวางแผนการใช้สื่ออย่างรัดกุมและเป็นระบบ ทั้งนี้เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้ผู้สอนเกิดความมั่นใจในการใช้สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุดตามความสามารถของแต่ละบุคคล และตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่วางไว้ การวางแผนการใช้สื่อการสอนโดยใช้แนวคิดของ “ASSURE Model” เป็นแบบจำลองที่ได้รับความนิยมในการนำไปใช้ เพื่อวางแผนการใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ (Heinich and others 1999) ซึ่งมีขั้นตอนทั้งหมด 6 ขั้นตอน ดังนี้

A nalyze Leaner Characteristics
การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน
S tate Objectives
การกำหนดวัตถุประสงค์
S elect, Modify, of Design Materials
การเลือก ดัดแปลง หรือออกแบบสื่อใหม่
U tilize Materials
การใช้สื่อ
R equire Learner Response
การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน
E valuation
การประเมิน

การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน (Analyze Leaner Characteristics)
          การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน จะทำให้ผู้สอนได้ทราบลักษณะทั่วไปและลักษณะเฉพาะของผู้เรียน เพื่อที่ผู้สอนจะได้เลือกใช้สื่อการเรียนการสอนได้เหมาะสมกับผู้เรียนและบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน การวิเคราะห์ผู้เรียนแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
    1. ลักษณะทั่วไป ได้แก่ อายุ ระดับความรู้ เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งลักษณะทั่วไปจะช่วยให้ผู้สอนสามารถเลือกระดับของบทเรียนและตัวอย่างของเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้ เป็นลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะสอน แต่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนโดยตรง
    2. ลักษณะเฉพาะ ของผู้เรียนแต่ละคน มีส่วนสำคัญโดยตรงกับเนื้อหาบทเรียนตลอดจนสื่อการสอนและวิธีการที่จะนำมาใช้ในการสอน โดยสิ่งที่ต้องนำมาวิเคราะห์ได้แก่ พื้นฐาน ความรู้ของผู้เรียน, ดูว่าผู้เรียนมีความชำนาญในทักษะที่สอนนั้นมาก่อนหรือไม่ เพื่อจะได้สอนให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่วางไว้, ทักษะทางด้านภาษา การอ่านเขียน การคำนวณ เป็นต้น และทัศนคติต่อวิชาที่จะเรียน  
          การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการเลือกสื่อที่เหมาะสมได้ เช่น ผู้เรียนมีทักษะในการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ก็สามารถช่วยได้ด้วยการใช้สื่อประเภทที่ไม่ใช่สื่อสิ่งพิมพ์ การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียนอาจทำได้ด้วยการสนทนากับผู้เรียนหรือผู้ร่วมชั้นอื่นๆ หรืออาจมีการทดสอบก่อนเรียนเพื่อดูพื้นฐานของผู้เรียนก็ได้

การกำหนดวัตถุประสงค์ (State Objectives)   
          ในการกำหนดวัตถุประสงค์ควรเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้สามารถเลือกใช้วิธี
การสอนและสื่อการเรียนการสอนได้เหมาะสม การกำหนดวัตถุประสงค์เป็น "วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม" แบ่งออกเป็น
          1. พุทธิพิสัย เป็นวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อวัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจ สติปัญญา และการพัฒนา
          2. จิตพิสัย เป็นวัตถุประสงค์ทางด้านความคิด ทัศนคติ ความรู้สึก ค่านิยมและการเสริมสร้างทางปัญญา
          3. ทักษะพิสัย เป็นวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการกระทำ การแสดงออกหรือการปฏิบัติ
          การกำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอนนั้นเพื่อผู้เรียนจะได้ทราบว่าจะสามารถเรียนรู้หรือกระทำใดได้บ้าง, เลือกสื่อและวิธีการได้ถูกต้อง, ช่วยในการประเมินผู้เรียนว่าผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่

การเลือก ดัดแปลง หรือออกแบบสื่อ (Select, Modify, of Design Materials)
    การที่จะมีสื่อที่เหมาะสมในการเรียนการสอน สามารถทำได้ 3 วิธี คือ
      1. เลือกจากสื่อที่มีอยู่แล้ว
          เป็นการพิจารณาเลือกสื่อการเรียนการสอนที่มีอยู่แล้วจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอน การเลือกสื่อที่มีอยู่แล้วควรมีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้
            1) ลักษณะผู้เรียน                        2) วัตถุประสงค์การเรียนการสอน
            3) เทคนิคหรือวิธีการเรียนการสอน  4) สภาพการณ์และข้อจำกัดในการใช้สื่อแต่ละชนิด
      2. ดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้วให้ใช้ได้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ในกรณีที่สื่อการเรียนที่มีอยู่แล้วไม่เหมาะสมกับการใช้ในการเรียนการสอน ให้พิจารณาว่าสามารถนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การเรียนการสอนได้หรือไม่ ถ้าปรับปรุงได้ก็ให้ปรับปรุงก่อนนำไปใช้
      3. การออกแบบสื่อใหม่ กรณีที่สื่อการเรียนการสอนที่มีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้ได้หรือไม่เหมาะสมที่จะนำมาปรับปรุงใช้ หรือไม่มีสื่อการเรียนการสอนที่ต้องการใช้ในแหล่งบริการสื่อการเรียนการสอนใดเลย ก็จำเป็นต้องออกแบบและสร้างสื่อการเรียนการสอนขึ้นมาใหม่
          หลังจากที่เราออกแบบสื่อแล้วนำมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน ควรมีการวัดผลของสื่อ เป็นการวัดประสิทธิภาพของสื่อ ความคุ้มค่าของสื่อต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ วัดเพื่อปรับปรุงสื่อ วัดผลถึงระยะเวลาที่ในการนำเสนอสื่อว่าพอเหมาะหรือมากเกินความจำเป็น การวัดผลสื่อนี้เพื่อผลในการใช้ดัดแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้นสำหรับการนำไปใช้ในอนาคต เราสามารถที่จะนำเอาผลการอภิปรายในชั้นเรียน การสัมภาษณ์ และการสังเกตผู้เรียนมาใช้เป็นแนวทางในการวัดผลสื่อได้

การใช้สื่อ (Utilize Materials) 
          เป็นขั้นตอนของการกระทำจริง ซึ่งผู้สอนต้องดำเนินการดังนี้
          1. ดูหรืออ่านเนื้อหาในสื่อเหล่านั้นก่อนเป็นการเตรียมตัว ต้องมีการตรวจสอบเนื้อหาว่าตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่และทดลองใช้ดูว่ามีปัญหาหรือไม่ ถ้ามีจะได้แก้ไขปรับปรุงได้ทัน
          2. เตรียมสภาพแวดล้อม / จัดเตรียมสถานที่   เพื่อความสะดวกเรียบร้อยก่อนการสอน และทดลองอุปกรณ์ที่จะใช้ก่อนว่าใช้ได้ดีหรือไม่   การที่จะใช้สื่อการเรียนการสอนจำเป็นที่ต้องมีการเตรียมสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก แสง การระบายอากาศและอื่นๆ ให้เหมาะสมกับการใช้สื่อการสอน
แต่ละชนิด
          3. เตรียมตัวผู้เรียน โดยการใช้สื่อนำเข้าสู่บทเรียน เป็นการแนะนำก่อนล่วงหน้าและเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้เรียน ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้จากการใช้สื่อการเรียนการสอนได้ดีนั้น จะต้องมีการเตรียม
ผู้เรียนให้พร้อมที่จะเรียนเรื่องนั้นๆ โดยการแนะนำสิ่งที่จะนำเสนอ อาจจะเป็นเรื่องย่อ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น การเร้าความสนใจ หรือเน้นจุดที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนมีเป้าหมายในการฟังหรือดูสิ่งที่ผู้สอนนำเสนออันจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีได้
          4. การนำเสนอ / ควบคุมชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนใจในสื่อที่นำเสนอนั้น ผู้สอนควรปฏิบัติดังนี้
             4.1 ต้องทำตัวเป็นตัวกลางที่จะทำให้การนำเสนอครั้งนั้นประสบความสำเร็จ โดยการทำตัวให้เป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงท่าทางที่ไม่เหมาะสมที่ติดเป็นนิสัย เช่น หักนิ้ว บิดข้อมือ กดปากกา พูดเสียง เอ้อ………อ้า…… เพราะจะทำให้ผู้เรียนสนใจ ท่าทางเหล่านี้แทน
             4.2 ท่าทางการยืน ต้องยืนหันหน้าให้ผู้เรียน ถ้ายืนเฉียงก็ต้องหันหน้าหาผู้เรียนไม่ควรหันข้างหรือหันหลังให้ผู้เรียน
             4.3 ขณะที่บรรยายนำเสนอสื่อการเรียนการสอนต้องสอดแทรกอารมณ์ขันบ้าง
             4.4 ประเมินความสนใจของผู้เรียน โดยใช้การกวาดสายตามองผู้เรียนให้ทั่วทั้งชั้น เป็นการแสดงความสนใจผู้เรียนและวิเคราะห์สีหน้า ท่าทางของผู้เรียนไปพร้อมกัน
             4.5 อย่าใช้เวลาเตรียมสื่อนานเกินไปจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย
             4.6 นำเสนอให้ถูกวิธีตามที่ได้มีการทดลองใช้มาก่อนแล้ว

การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน (Require Learner Response)  
          การตอบสนองของผู้เรียนจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะของสื่อที่นำมาใช้ ว่าเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากอย่างไร นอกจากนี้ผู้เรียนสามารถมีการตอบสนองโดยเปิดเผย (overt response ) โดยการพูดหรือเขียน และการตอบสนองภายในตัวผู้เรียน (covert response) โดยการท่องจำหรือคิดในใจ และเมื่อผู้เรียนมีการตอบสนองผู้สอนควรให้การเสริมแรงทันที เพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าตนมีความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ การเรียนการสอนโดยการให้ทำแบบฝึกหัด การตอบคำถาม การอภิปราย หรือการใช้บทเรียนแบบโปรแกรม เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการตอบสนองและได้รับการเสริมแรงระหว่างการเรียนได้เป็นอย่างดี

การประเมิน (Evaluation)
          การประเมินสามารถกระทำได้ใน 3 ลักษณะ คือ
     1. การประเมินกระบวนการสอน เพื่อประเมินว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้หรือไม่ ทั้งด้านผู้สอน สื่อการสอน และวิธีการสอน ซึ่งการประเมินจะทำได้ทั้งในระยะก่อน ระหว่าง และหลังการสอน
     2. การประเมินความสำเร็จของผู้เรียน ขึ้นกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ว่ามีเกณฑ์เท่าใด การวัดผลอาจทำได้ด้วยการทดสอบ การสอบปากเปล่า หรือดูจากผลงานของผู้เรียน สิ่งสำคัญที่จะทราบได้ว่าผู้เรียนมีสัมฤทธิผลทางการเรียนมากน้อยเท่าใด คือ สังเกตจากการปฏิบัติและการแสดงออกของผู้เรียน  
     3. การประเมินสื่อและวิธีการสอน โดยการให้ผู้เรียนมีการอภิปรายและวิจารณ์การใช้สื่อและเทคนิควิธีการสอนว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด


  
ตัวอย่างการวิเคราะห์และการออกแบบการใช้สื่อตามหลักของ ASSURE MODEL

   กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์                                            ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2    
   เรื่อง เรียนรู้เรื่องของดิน

          สาระสำคัญ    เป็นการเรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของดิน (สี เนื้อดิน การอุ้มน้ำ การจับตัว) ประเภทของดิน (ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย) และประโยชน์ของดิน

การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน (Analyze Leaner Characteristics)
       โรงเรียนบ้านผ่านศึก (ชื่อสมมติ) เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 16 โดยในบริเวณหมู่บ้านจะมีดินที่ใช้สำหรับเพาะปลูกทางการเกษตรจำนวนมาก แต่นักเรียนและผู้ปกครองยังไม่มีความรู้มากพอในเรื่องการนำดินแต่ละชนิดไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นจำเป็นที่ต้องมีการปูพื้นฐานเรื่องของประเภทดิน และการนำดินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานของผู้ปกครองและตนเองต่อไป
   ลักษณะทั่วไป :    ผู้เรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นวัยที่สนใจในการทำกิจกรรมและเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติมากกว่าการเรียนในห้องเรียน ดังนั้นถ้าได้รับความรู้เกี่ยวกับดินโดยการทำกิจกรรมน่าจะเห็นผลมากกว่า
   ลักษณะเฉพาะ :   
         -  ความรู้พื้นฐานเรื่องของสมบัติทางกายภาพ ประเภท และประโยชน์ของดิน
         -  ผู้เรียนสามารถจำแนกประเภทของดินโดยใช้สมบัติทางกายภาพได้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้   

การกำหนดวัตถุประสงค์ (State Objectives)   
     ด้านพุทธพิสัย
          -  ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจเรื่องสมบัติทางกายภาพของดิน
          -  ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจเรื่องประเภทของดิน
          -  ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของดิน
     ด้านทักษะพิสัย
          -  ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ที่มีไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
          -  ผู้เรียนสามารถบอกประโยชน์ของดินในการนำไปใช้ได้              
     ด้านจิตพิสัย
          -  ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาเรียน                                   
          -  ผู้เรียนมีทักษะการสำรวจตรวจสอบ
          -  ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้โดยการค้นพบต่อสิ่งที่เรียนรู้ได้

การเลือก ดัดแปลงหรือออกแบบสื่อใหม่ (Select, Modify, of Design Materials)
 - การเลือกสื่อที่มีอยู่แล้ว
        -  หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์                     
        -  เครื่องฉายโปรเจคเตอร์
        -  การใช้สื่อของจริง เช่น หาดินจริงๆ มาให้เด็กดู เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างดินแต่ละชนิด เป็นการเปรียบเทียบตามสมบัติทางกายภาพ
            สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ
        -  การอภิปรายกลุ่ม                                    
        -  การฝึกปฏิบัติ
        -  สภาพแวดล้อมของสถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียน
 - การปรับปรุง หรือดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้ว
          นำเนื้อหาการสอนมาโยงความสัมพันธ์กับเทคโนโลยี เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ โดยใช้โน๊ตบุ๊ค เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ในห้องเรียนเพื่อฉายเนื้อหาบทเรียนให้ผู้เรียนได้ดูและอธิบาย จะทำให้ผู้เรียนสนใจมากกว่าการอธิบายตามหนังสือ
 - การออกแบบสื่อใหม่
          สรุปเนื้อหา เรียนรู้เรื่องของดินนำเสนอแบบสื่อสไลด์ Power point ที่มีทั้งภาพ สี เสียง เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน แล้วใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ในห้องเรียนเพื่อฉายให้ผู้เรียนได้ดู เข้าใจอย่างทั่วถึงและชัดเจน อีกทั้งพิมพ์ออกมาแจกให้ผู้เรียนด้วย

การใช้สื่อ (Utilize Materials)
   -  ดูหรืออ่านเนื้อหาของสื่อ
   -  ก่อนที่จะสอนนำเข้าบทเรียน แนะนำบทเรียนที่จะสอนเบื้องต้น เพื่อเชื่อมโยงไปยังบทเรียนที่จะสอนในคาบนี้แก่ผู้เรียนเพื่อเตรียมความพร้อม
   การนำเสนอ / ควบคุมชั้นเรียน
        
การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน (Require Learner Response)
          ในการสอนแต่ละครั้งผู้สอนจะมีกิจกรรมเสริม (การถามคำถาม การทดสอบหลังเรียน)เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองอยู่เสมอ เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด ผู้สอนก็จะต้องสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนแต่ละคนว่าคนใดที่มีความเข้าใจในบทเรียนและคนใดที่ยังไม่เข้าใจอยู่ก็พยายามเสริมอีกทางหนึ่งด้วย

การประเมิน ( Evaluation )
   การประเมินผลกระบวนการเรียนการสอน  
          ผู้สอนจะประเมินจากแบบทดสอบและการสังเกตความสนใจของผู้เรียนว่ามีความสนใจ ตั้งใจ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ และเห็นคุณค่าของการเรียนรู้เรื่องดินเพียงใด
   การประเมินสื่อและวิธีการสอน
          เพื่อให้ทราบว่าสื่อและวิธีการสอนที่ใช้มีประมิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือไม่  โดยจะประเมินด้านคุณภาพของสื่อ เช่น ขนาด รูปร่าง สี ความชัดเจนของสื่อที่ใช้สอน โดยการสอบถามผู้เรียน
   การประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
     - จากการปฏิบัติกิจกรรมการทดลองในชั้นเรียน
     - จากการทำแบบฝึกหัด


          จากรูปแบบจำลอง The ASSURE model จะเน้นถึงการวางแผนการใช้สื่ออย่างเป็นระบบในสภาพของห้องเรียนจริง เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำรูปแบบจำลองนี้ มาใช้วางแผนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากผู้สอนสามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการได้ถูกต้องทุกขั้นตอนจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

นางสาวรวิพร รัชนิพนธ์ Section 1 570210045
กระบวนวิชา 100308 นวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารการศึกษา
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่